ประเพณีภาคอีสาน และวัฒนธรรมประเพณีภาคอีสาน
-
ภาคอีสานเป็นภาคที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมคติความเชื่อวิถีปฏิบัติที่หลากหลายแต่ละฤดู เดือน จะมีพิธีปฏิบัติกิจกรรมตามความเชื่อหลากหลาย ชาวอีสานจะรู้จักดี คือฮีตสิบสองคลองสิบสี่
Site: (อีเมลที่มองเห็นได้เฉพาะผู้ดูแลและเจ้าหน้าที่).
Correct account: Yes -
ฮีตสิบสอง คือประเพณี12เดือนของชาวอีสานที่ต่างจากประเพณี12เดือนของภาคอื่นหลายประเพณี คลองสิบสี่ คือแนววิถีที่ควรที่ต้องปฏิบัติ 14ประการเปรียบได้ว่าเป็นกฎหมายที่ต้องทำตามอย่างเข้มงวดซึ่งมีทั้งพิธีของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ พระภิกษุสงฆ์และประชาชนทั่วไป
-
ฮีตบุญเข้ากรรม(บุญเดือนอ้าย) เป็นบุญที่ทำในเดือนอ้าย(เจียง) เดือนแรกของปีที่ชาวอีสานทำกันจนเป็นประเพณี ทำในวันข้างขึ้น/แรมก็ได้ เป็นบุญที่เกี่ยวกับพระโดยตรง มีความเชื่อว่าทำบุญร่วมกับพระแล้วจะได้อานิสงส์มาก จึงมีการทำบุญเข้ากรรมขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อให้พระต้องอาบัติสังฆาทิเลส นี้แล้วต้องทำพิธีเข้ากรรมที่เรียกอีกอย่างว่า วุฏฐานพีธี คือระเบียบอันเป็นเครื่องออกจากอาบัติ ประกอบพิธีปริวาสมานัตต์ ปฏิกัสสนาและอัพภาน เป็นขั้นตอนการอยู่กรรมของพระที่ต้องจำกัดที่อยู่เพื่อทรมานร่างกายให้หายจากกรรม เป็นการชำระจิตใจให้หายมัวหมองบางแห่งถือว่า เมื่อบวชแทนคุณมารดาได้จะต้องอยู่กรรมเพราะมารดาก็เคยอยู่กรรมเมื่อคลอดบุตร โดยเชื่อว่า มีพระรูปหนึ่งได้ต้องอาบัติเพียงเล็กน้อยที่เอามือไปทำใบตระไคร้น้ำขาดแล้วไม่ได้แสดงตนว่าต้องอาบัติเมื่อมรณะจึงเกิดเป็นนาค เพียงเพราะอาบัติที่เล็กน้อย ดังนั้นจึงมีพิธีการอยู่วาสกรรมเพื่อพ้นอาบัติ
โดยมีสถานที่เข้ากรรมที่เงียบสงบ มีกุฏิให้พักเพื่อเข้ากรรมคนเดียว โดยพระที่ต้องอาบัติแล้ว ต้องบอกพระสี่รูปให้รู้ว่าได้เวลาแล้วจึงเข้ากรรม ซึ่งตามวินัยมุขผู้เข้าต้องประพฤติมานัตต์ คือ นับราตรี ครบหกราตรี จึงสวดระงับอาบัติ อัพภาน ในระหว่างการเข้ากรรมต้องสารภาพความผิดต่อพระ 4 รูปเป็นผู้รับรู้ ส่วนการออกต้องมีพระ 20รูปให้อัพภาน พระผู้ออกจากกรรมแล้วถือว่าหมดมลทิณ เป็นผู้บริสุทธิ์ การรับภิกษุผู้ต้องอาบัติหนักได้ลงโทษ คืออยู่ปริวาสหรือมานัตต์ให้กลับเป็นพระบริสุทธิ์โดยพระสวดระงับอาบัติ ว่า อัพภาน ซึ่งทำให้หมดมลทิณ บริสุทธิ์ สำหรับชาวเข้ามาส่วนเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้อุปถัมภ์ด้วยจตุปัจจัยแด่ภิกษุตลอดเวลาเข้ากรรมและวันออกจากกรรมต้องมีการทำบุญให้ทาน ซึ่งปัจจุบันมีการทำบุญนี้พียงบางตำบลบางหมู่บ้านเท่านั้นที่ทำจริงๆจังๆแบบดั่งเดิม โดยมีคำบอกเล่าทางศาสนามีคำสอนของคนเฒ่าแก่ก็เน้นย้ำให้ลูกหลานได้จดจำไปปฏิบัติ คือพอถึงเดือนเจียง (เดือนอ้าย)ภิกษุสงฆ์จะต้องเตรียมพิธีเข้าปริวาสกรรม เพราะถือเป็นธรรมเนียมประเพณีมาแต่โบราณอย่าได้ทิ้ง หาไม่แล้วจะทำให้เกิดภัยพิบัติได้ ด้วยคำสอนนี้ชาวอีสานจึงนำมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด -
ฮีต บุญข้าวจี่(เดือนสาม)ข้าวจี่
เป็นข้าวเหนี่ยวปั้นเท่าไข่เป็ดทาเกลือแล้วเสียบไม้ย่างไฟด้วยถ่าน ที่สุกเหลืองพอดีทาไข่แล้วย่างอีกครั้งบางแห่งนิยมใส่น้ำอ้อยดังคำโบราณว่า เดือนสามค้อยเจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่มีน้ำอ้อยจัวน้อยเช็ดน้ำตา
ซึ่งการทำบุญข้าวจี่ในเดือนสามเป็นช่วงที่ชาวนาหมดภาระในการทำนาแล้วข้าวขึ้นยุ้งฉางใหม่จึงอยากร่วมทำบุญถวายพระ โดยมีเรื่องเล่าว่า มีนางปุณทาสี ทำขนมปังจี่ถวายองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอานนท์และคิดว่าพระองค์ไม่เสวยเอาให้สัตว์ต่างๆกินเมื่อพระองค์ทราบจึงได้เสวยทำให้นางปลื้มปรีติยิน และได้ฟังเทศนาที่พระพุทธเจ้าสอนก็บรรลุโสดาปัตติผลด้วยอานิสงส์ถวายขนมปังจี่ ทำให้ชาวอีสานเชื่อแล้วทำข้าวจี่ถวายพระสงฆ์ โดยสถานที่ทำพิธีแต่แห่งอาจไม่เหมือนกันซึ่งพอถึงเวลาชาวบ้านก็จะจัดทำข้างจี่ตั้งแต่เช้ามืดจากบ้านแล้วนำไปรวมกันเพื่อถวายพระสงฆ์ แต่บางแห่งก็รวมกันนำข้าวและฟืนไปรวมกัน ทำข้าวจี่อยู่ที่วัดเพราะถือว่าร่วมกันทำบุญและสามัคคีมากขึ้น และนิยมนิมนต์พระ7-9 รูปหรือตามความเหมาะสม ซึ่งการนัดทำบุญข้าวจี่เป็นวันใดก็ได้ในเดือนสาม ในหมู่บ้านจะมีการจัดเตรียมข้าวจี่แต่ย่ำรุ่งวันนั้นเพื่อให้สุกทันใส่บาตร ปกติจะใส่7-9ก้อนต่อครอบครัวนอกจากนี้ก็อาจนำข้าวเกรียบย่างไฟพองไปถวายพร้อมอาหารคาวหวานซึ่งถึงเวลาถวายจะมีการกล่าวคำถวายข้าวจี่แล้วนำไปใส่บาตรและถวายอาหารขอพรเป็นอันเสร็จพิธี -
อีต บุญเผวสหรือบุญมหาชาติ (เดือนสี่)
เป็นบุญที่ทำเกี่ยวกับเรื่องพระเวสสันดรนิยมทำใน
เดือนสี่ ซึ่งก่อนจัดงานมีการประชุมจัดเตรียมอาหาร
คาวหวานเพื่อถวายแก่พระสงฆ์ และแขกผู้มาร่วมงาน
และปัจจัยไทยทานสำหรับใส่กัณฑ์เทศน์ ทางวัดก็มี
การแบ่งหนังเป็นกัณฑ์มอบให้พระ ภิกษุสามเณรวัด
ต่างๆเตรียมไว้เทศน์
ซึ่งมีเรื่องเล่าในเรื่องมาลัยหมื่นมาลัยแสน ว่ามีพระ
มาลัยไปไหว้พระธาตเกษแก้วจุฬามณีสวรรค์ดาวดึงส์
พบพระศรีอริยไตรย ได้สั่งกำพระมาลัยว่า ถ้าอยากพบพระองค์จงอย่าทำบาปหนัดชก เช่นการฆ่า ข่มเหงบิดา
มารดา สมณพราหมณ์ณาจารย์ ทำร้ายพุทธเจ้าและยุยลพระแตกกันให้ ฟังเรื่องรวพระเวสสันดรชาดกให้จบในวัน
เดียวและนำไปปฏิบัติ เมื่อพระมาลัยกลับมาถึงโลกมนุษย์จึงได้บอกให้ทาบทั่วกันผู้ปราถรถนาเช่นว่านี้จึงพากัน
ทำบุญเผวสสืบต่อกันมมา
โดยเป็นบุญเกี่ยวกับศาสนาโดยตรงสถานประกอบพิธีจึงอยู่ที่วัดส่วนใหญ่ การเทศน์บางครั้งก็นำไปเทศน์ใน
งานอุทิศกุศลต่างๆก็มี แต่งานบุญเผวสจริงๆจะต้องทำในบริเวณวัดเท่านั้น และมีพระครบจำนวนกัณฑ์เทศน์อาจ
มีพระถึง 30-60รูปหรืออาจหมุนเวียนกันก็ได้ โดยก่อนมีงานบุญนี้ชาวจะไปรวมกันที่วัดจัดสถานที่ ที่พัก ตกแต่ง
ดอกไม้ในศาลา พวงมาลัย ธงทิว มีการทำหมากพันคำ เมี่ยงพันคำ เทียนธูป มีดดาบ อย่างละพันและข้าว
ตอกดอกไม้ไว้บูชาคาถาพัน ประกอบด้วย ดอกบัว กางของ ผักตบชวาอย่างละพันดอกธงพันผืนกระดาษ
สี ขึงด้ายสายสิญจน์ ตั้งหม้อน้ำมนต์ ขันหมากเบ็งแปดอัน โอ่งน้ำ4 โอ่งตั้งสี่มุมธรรมาสน์ในโองมีจอกแหน ดอกไม้
ชนิดต่างๆและใบบัวปั้นรูปสัตว์ต่างไว้ใต้ธรรมาสน์ใหญ่8อัน ปักรอบธรรมาสน์นอกศาลาทั้งแปดทิศเพื่อหมายเขต
ปลอดภัยป้องกันมารทั้งหลาย ตามเสามีที่ใส่ข้าวพันกองศาลามีหอพระอุปคต คือ บาตรกระโถน กาน้ำ ร่ม สบง
จีวร ถวายพระอุปคต ที่ต้องจัดก่อนวันงาน โดยวันโฮม หรือวันรวมนออกจากจะเพื่อนบ้านมาร่วมงาน มีพิธีสำคัญ
2 อย่าง การนิมนตต์พระอุปคต ในตอนเช้ามืดวันรวมประมาณสี่ห้านาฬิกาโดยการนำก้อนหินขนาดใหญ่สาม
ก้อนไปวางในวังน้ำหรือที่ใดก็ได้พอถึงเวลาก็แห่ดอกไม้ธูปเทียน ขันห้าขันแปดไปที่ก้อนหินวางอยู่ที่สมมุติว่าเป็น
พระอุปคุต แล้วมีคนหยิบก้อนหินชูขึ้นถามว่าเป็นพระอุปคตหรือไม่ สองก้อนรับคำตอบว่าไม่ ก้อนสามตอบว่าใช่
จึงกล่าวราทนาอุปคตแล้วเชิญหินก้อนสามใส่พานพร้อมจุกปะทัดต่างๆ แห่แหนพระอุปคตอย่างครึกครื้นเข้ามา
ยังวัดแล้วนำประดิษฐ์สถานที่ศาลาที่เตรียมไว้ การนิมนต์พระอุปคตมาบุญเพื่อสิริมงคลชัยเพื่อการจัดงานสำเร็จ
ราบรื่น และการแห่เผวส จะทำตอนประมาณบ่ายสามเพื่ออัญเชิญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเข้าเมือง โดย
สมมติว่าอยู่ในป่า มีพระพุทธรูป พระภิกษุ 4 รูปขึ้นนั่งบนเสลี่ยงหามไปยังที่สมมติว่าพระเวสสันดรกับนางมทรีอยู่
แล้วอารธานาศีลห้าก่อนแห่พร้อมบายศรีพระเวสสันดรเข้าเมืองกับนางมัทรี และนิมนพระเทศน์กัณฑ์กระษัตริย์
เสร็จแล้วเชิญเข้าเมือง ตอนค่ำให้พระสวดพุทธมนต์เสร็จและสวดบนธรรมาสน์ 4 ครั้งคือ อิติปิโส โพธิสัตว์ สวด
ชัย และเทศน์ พระมาลัยหมือนมาลัยแสนก่อนเทศเอาคาถาอุปคต 4 บท ปักข้างธรรมาสน์ เนอันเสร็จพิธีตอนค่ำ
จนกระทั่งประมาณ 3 -4 นาฬิกาชาวร้องแห่ข้าวพันก้อนไปถวายพระอุปคตที่วัดพร้อมวางตามธงเมื่อเสร็จพระ
สงฆ์ก็เทศน์สังกาสแล้วอาราธนาเทสมหาชาติ ตลอดทั้งวันตั้งแต่กัณฑ์เทศน์พร-นครกัณฑ์จบทุกกัณฑ์ก็ค่ำพอดี
เสร็จแล้วก็จัดขันดอกไม้ธูปเทียนกล่าวคารวะพระรัตรนตรัยจบเป็นอันเสร็จพิธีบุญเผวส
ฮีต บุญสงกรานต์ (บุญเดือนห้า)
บุญมหาสงกรานต์หรือตรุษสงกรานต์ ของภาคอีสานกำหนดขึ้นในเดือนห้า มี3วัน ตั้งแต่13วันมหาสงกรานต์ 14 วันเนา 15 วันสุดท้ายเป็นวันเถลิงศก ชาวอีสานถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ พิธีในแจ่ละท้องถิ่นอาจต่างกัน เหมือนกันก็คือการสรงน้ำพระพุทธรูป -
ฮีต บุญบั้งไฟ(บุญเดือนหก)
บุญบั้งไฟมีความสำคัญต่อชาวอีสานมาก เพราะเชื่อว่าบุญประเพณีนี้จะทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของฟ้าฝนข้าวปลาอาหารพืชพรรณเจริญเติบโตงอกงามดีและนำมาซึ่งความสนุกสนาน เกิดความหวังในชีวิต เหมือนมีที่พึ่ง อยู่ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีความเชื่อมาจากเรื่องพญาแถน(เทวดาชาวอีสาน)ที่ดลบันดาลให้ความอุดมสมบูรณ์จึงมีการทำบุญบูชาพระญาแถน และบูชามเหศักดิ์หลักเมืองทุกปี เพราเชื่อว่าหากไม่ทำจะทำให้ฝนตกไม่ตามฤดูการ เกิดโรคระบาดต่างๆได้
งานบุญเดือนหก
โดยชาวอีสานมีความเชื่อว่าบนฟ้ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พญาแถน คือเทวดาที่คอยประธานฟ้าฝน ความอุดมสมบูรณ์แห่งฤดูกาล บั้งไฟคือเครื่องบูชาที่จะบอกกล่าวให้พญาแถนทราบว่าชาวโลกยังให้ความเคารพ นับถือบูชาไม่เคยขาดขอจงดลบันดาลหรือประทานฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งมีนิทานเล่าต่อกันมาว่า นานมาแล้วบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อน ฟ้าฝนไม่ตกตามฤดูกาลเกิดความลำบากถ้วนหน้า ผืนดินแตกระแหงแห้งแล้ง มีพญาคันคาก(คางคก)สัตว์วิเศษปกครองอยู่พื้นดิน ออกตรวจหาสาเหตุว่าทำไมฝนฟ้าจึงไม่ตกจึงรู้ว่าเป็นพญาแถน จึงมีการต่สู่กันกับพญาแถนโดยเอาฝนฟ้าเป็นเดิมพันและพญาแถนสู่พญาคันคากไม่ได้ จึงต้องทำให้ฝนตกโดยต้องจุกบั้งไฟบอกว่าให้ตกเมื่อใด
ดังนั้นเมื่อถึงช่วงทำนาก็จะทำบุญบั้งไฟ จุดบั้งไฟบอกกล่าวให้ทำฝนตก ชาวอีสานจึงมีการทำประเพณีนี้สืบต่อกันมาจนปัจจุบัน เมื่อถึงช่วงเดือนหกก็จะมีการทำบุญนี้เป็นประจำโดยทำร่วมกับหมู่บ้านใกล้เคียงให้ทำบั้งไฟมาจุดร่วมกันโดยเมื่อมีการทำบุญจะแบ่งเป็นสองวันคือวันโฮม ที่มีการแห่บั้งไฟประดับประดาสวยงามเป็นรูปต่างๆและมีการละเล่นที่เชื่อว่ายิ่งเล่นสกปรก ลามก ยิ่งจะทำให้ฝนฟ้าอุดมสมบูรณ์เท่านั้น วันที่2 เป็นวันจุด ซึ่งก่อนจุดจะมีการทำการจุดบั้งไฟเพื่อเสี่ยงทายหรือบูชาพญาแถน เทพารักษ์ก่อนเสร็จแล้วจึงจุดบั้งไฟใหญ -
ฮีต บุญซำฮะ(บุญเดือนเจ็ด) เป็นบุญที่จัดขึ้นเพื่อทำพิธีปัดรังควาน ขับไล่ความเสนียดจัญไรภูตผีปีศาจออกจากหมู่บ้าน บางแห่งเรียกว่า บุญเบิกบ้าน หรือ บุญบ้านเป็นบุญที่แต่ละหมู่บ้านจะทำไม่ขาด เป็นบุญเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ผีปู่ตา ผีตาแฮก มเหศักดิ์หลักเมือง ที่คอยคุ้มครองหมู่บ้านชาวบ้านเชื่อว่าจะรวมผีบรรษบุรุษอยู่ด้วยที่ช่วยดลบันดาลให้ชาวบ้านเมืองมีความสุข
มีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์ธรรมบทว่า ครั้งหนึ่งเมืองไพสาลี เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ประชาชนขาดแคลนอาหาร(ทุพภิกขภัย)เพราะฝนแล้ง สัตว์เลี้ยงตาย มีโรคห่าทำให้ผู้คนล้มตายจึงพากันไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามาปัดเป่าภัยพิบัติ โดยมีพระ500 รูป เดินทางเรือ 7วันจากกรุงราชคฤห์ เมื่อมาถึงเมืองไพลาสี ฝนก็ตกหนักพัดพาซากศพออกจากหมู่บ้านไปจนหมดสิ้น พระพุทธเจ้าได้ทำน้ำมนต์ ใส่บาตรและมอบให้พระอานนท์ไปพรมทั่วเมือง โรคภัยไข่เจ็บก็หาย ดังนั้นคนโบราณและคนในอีสานจึงทำบุญชำฮะมาจนถึงปัจจุบัน ในเดือน 7 ของทุกๆปี
ซึ่งบุญนี้จะเป็นการทำบุญตักบาตรในหมู่บ้านและมีการขึงด้ายไปทั่วทุกหลังคาเรือน โดยนิมนต์4-9 รูปมาเจริญพุทธมนต์ แล้วมีพิธีผูกข้อต่อแขนซึ่งกันและกันของคนในหมู่บ้านที่ได้ฝ้ายจากการทำพิธีและมีการน้ำกรวดทรายหรือหินไปหว่านรอบๆหมู่บ้านหรือหลังคาบ้าน เพราะเชื่อว่าเป็นการกันผีหรือสิ่งจัญไรเข้าหมู่บ้าน นอกจากพิธีเหล่านี้แล้วชาวบ้านก็จะเก็บสิ่งที่ไม่ดีออกจากบ้านตน เช่นของเก่า เสื้อผ้าขาด ก่องข้าว เพื่อให้บ้านเรือนตนสะอาด บริสุทธิ์และเชื่อว่าเมื่อเอาของเก่าออกจากบ้านเมื่อผีเห็นของเหล่านี้อยู่นอกบ้านแล้วจะไม่เข้าบ้านจึงมีการเลี้ยงผีให้ถูกต้องตามประเพณี -
ประเพณีผีตาโขน
ประเพณีผีตาโขน
“ผีตาโขน” เป็นการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวอำเภอเมืองด่านซ้าย การเรียกว่า “ผีตาโขน” นั้น มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก แต่ถูกกีดกันจึงหลบเข้าไปในอุโมงค์ซึ่งเป็นที่เก็บทรัพย์สินบริจาคของวัดพระธาตุสองรัก เมื่ออุโมงค์ถูกปิดลงโดยไม่รู้ว่ามีคนยุข้างในทั้งคู่ก็ตาย จึงกลายเป็น “เจ้าพ่อกวน” และ “เจ้าแม่นางเทียม” เฝ้าดูแลรักษาองค์พระธาตุตลอดมา จนมีดวงวิญญาณขอเป็นบริวารมากขึ้น เมื่อถึงเทศกาลบุญพระเวสวิญญาณทั้งหลายก็จะออกมาร่วมขบวนแห่พระอุปคุตกับชาวบ้าน จึงเรียกกันว่า “ผีตามคน” จนนานเข้าเลยเพี้ยนเป็น “ผีตาโขน”
ลักษณะของผีตาโขน
เป็นการสวมหน้ากากที่ทำด้วยหวดนึ่งข้าวที่สานด้วยไม้ไผ่ หักพับขึ้นเป็นหมวกแล้วนำมาเย็บต่อกับส่วนโคนของก้านมะพร้าวซึ่งถากเป็นรูปหน้ากากผีแล้วตกแต่งสีสันให้สวยงามด้วยสีน้ำมัน แต่สมัยก่อนจะใช้ดินหม้อและปูนข้าวแล้วเจาะตาให้มองเห็น นำเศษผ้ามาเย็บติดกันเป็นผืนใหญ่ห่มคลุมร่างผู้เล่นเป็นผีตาโขน มีอาวุธเป็นดาบ และมีกระป๋องแขวนที่เอว เพื่อทำให้เกิดเสียงดัง ลักษณะการเดินจะต้องเดินขย่มตัว ส่ายตะโพก โยกขา ขยับเอว
ผีตาโขนมี ๒ ประเภท คือ
๑. ผีตาโขนใหญ่ จะทำด้วยไม้ไผ่เป็นโครงร่าง แล้วให้ผู้ที่แข็งแรงเข้าไปอยู่ข้างในตัวหุ่นผีตาโขน ซึ่งใช้มุ้งพันตามโครงร่างแล้วเดินเคลื่อนไหวไปมา ผีตาโขนใหญ่มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง
๒. ผีตาโขนเล็ก จะเป็นผู้เล่นผีตาโขนทั่วไป เพราะหน้ากากผีตาโขนเล็กทำได้ง่าย ไม่มีข้อจำกัด จึงมีคนนิยมเล่นกันทั่วไปไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
การเล่นผีตาโขนเป็นการกระเซ้าเย้าแหย่คนที่มาชมงานเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ส่วนใหญ่ผู้หญิงและผู้สูงอายุไม่นิยมร่วมเข้าขบวนเล่น มักจะมีแต่เด็กผู้ชายและวัยรุ่น
การละเล่นผีตาโขนนั่นถือกันว่าเป็นการเล่นเพื่อถวายเจ้านาย คือ ผีบรรพบุรุษที่เคยเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด และถือเป็นการเล่นตามความประสงค์ของเจ้านาย หากไม่ปฏิบัติตามจะเป็นการผิดประเพณี หรือหากนายไม่พอใจจะทำให้เกิดความเดือดร้อนและเกิดภัยพิบัติขั้นตอนการเล่น
การเล่นผีตาโขนนั้นจะเริ่มในวันแรกของงานประเพณีบุญหลวง โดยห้ามเล่นก่อนพิธีเบิกพระอุปคุต เมื่อมีการเชิญพระอุปคุตจากลำน้ำหมักมาประดิษฐานที่หออุปคุตในวัดโพนชัย จะมีการทำบุญตักบาตร สู่ขวัญเจ้าพ่อกวนจนเสร็จ ผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็กจะไปร่วมตัวกันที่หน้าบ้านเจ้าพ่อกวนเพื่อเล่นถวายเจ้านาย หลังจากนั้นก็เดินขบวนไปที่วัดโพนชัย พอถึงวัดขบวนจะเวียนรอบอุโบสถ ๓ รอบ ก็จะแยกย้ายกันไปเล่นตามอัธยาศัย ผีตาโขนจะชอบแหย่เด็กๆและหญิงสาวๆ เพราะเป็นกลุ่มที่ตกใจง่าย เมื่อผีตาโขนเดินผ่านหน้าบ้านใครเจ้าของบ้านจะต้องบริจาคเงินหรือเลี้ยงอาหาร ถือเป็นการทำบุญทำทานที่มีเพียงปีล่ะครั้ง
วันที่สอง การล่ะเล่นเช่นเดียวกับวันแรก แต่เล่นถึงเวลา ๑๕.๐๐ น. ผีตาโขนทุกตัวจะไปร่วมพิธีอัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมืองโดยขบวนนี้จะมีการแห่บั้งไฟด้วย
วันที่สาม จะเริ่มประมาณ ๓ นาฬิกา ชาวบ้านจะทำพิธีแห่ข้าวพันก้อนไปบูชาพระอุปคุตที่วัด วันนี้จะมีเทศน์มหาชาติ หรือ เทศน์พระเวสสันดร เมื่อพระสงค์เทศน์จบแต่ล่ะกัณฑ์มีการถวายกัณฑ์เทศน์หรือเรียกว่า กัณฑ์หลอนแหล่งที่มา หนังสือประเพณีพื้นบ้าน ตำนานพื้นเมือง โดยวิสันต์ ท้าวสูงเนิน
- กระทู้ ‘ประเพณีภาคอีสาน และวัฒนธรรมประเพณีภาคอีสาน’ ถูกปิดสำหรับข้อความตอบกลับใหม่